20

Welcome to my blog

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555


สถานที่ท่องเที่ยวในอัมพวา

วัดเพชรสมุทรวรวิหาร
วัดเพชรสมุทรวรวิหาร หรือ วัดบ้านแหลม  ตั้งอยู่ในอ.เมือง สมุทรสงคราม เป็นวัดที่สำคัญของจังหวัด  เพื่อสักการะ"หลวงพ่อบ้านแหลม"เป็นพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรสูงประมาณ167 ซม. มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เลื่อมใสของคนในจังหวัดและทั่วไป
ศาลกรมหลวงชุมพร 
ดอนหอยหลอด 
Don Hoi Lod...
ตั้งอยู่ปากแม่น้ำแม่กลอง เป็นสันดอน เกิดจากการตกตะกอนของดินปนทราย เป็นแหล่งอาศัยของหอยหลายชนิด โดยเฉพาะ หอยหลอด จึงเป็นจุดเด่นของสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้..
 
ตลาดหุบร่ม(ตลาดรถไฟ)..อ่านต่อ 
วัดบางกุ้ง
ตั้งอยู่ต.บางกุ้ง อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม เพื่อชมโบสถ์ที่สร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ชาวบ้านเรียก"โบสถ์หลวงพ่อดำ" มีลักษณะพิเศษ คือ โบสถ์ทั้งหลังปกคลุมด้วยต้นไม้ถึง 4 ชนิด คือ ต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นไกร ต้นกร่าง ชาวบ้านเรียก"โบสถ์ปรกโพธิ์" ถือได้ว่าเป็น Unseen Thailand สถานที่หนึ่งค่ะ..
อาสนวิหารพระแม่บังเกิด
ตั้งอยู่ตำบลบางนกแขวก อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.2433 เป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิกของประเทศฝรั่งเศส ฉาบด้วยปูนตำ ภายในประดับภาพกระจกสีสวยสดงดงาม
วัดภุมรินทร์
เป็นวัดสมัยรัตนโกสินทร์ มีกุฏีทอง ลวดลายวิจิตรและเครื่องใช้ส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ 1 และสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ครั้งดำรงพระยศเป็นหลวงยกบัตรเมืองราชบุรี ตลอดจนมีโบราณล้ำค่ามากมาย
                                                                             
                                               เศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ชี้แนวทางการดำรงชีวิต ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำรัสแก่ชาวไทยนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 เป็นต้นมา[1][2] และถูกพูดถึงอย่างชัดเจนในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในกระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ[3]
เศรษฐกิจพอเพียงมีบทบาทต่อการกำหนดอุดมการณ์การพัฒนาของประเทศ โดยปัญญาชนในสังคมไทยหลายท่านได้ร่วมแสดงความคิดเห็น อย่างเช่น ศ.นพ.ประเวศ วะสี, ศ.เสน่ห์ จามริก, ศ.อภิชัย พันธเสน, และศ.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา โดยเชื่อมโยงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับวัฒนธรรมชุมชน ซึ่งเคยถูกเสนอมาก่อนหน้าโดยองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนหนึ่งนับตั้งแต่พุทธทศวรรษ 2520 และได้ช่วยให้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในสังคมไทย
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิในทางเศรษฐกิจและสาขาอื่น ๆ มาร่วมกันประมวลและกลั่นกรองพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9[3][4] และได้จัดทำเป็นบทความเรื่อง "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" และได้นำความกราบบังคลทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2542 โดยทรงพระกรุณาปรับปรุงแก้ไขพระราชทานและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำบทความที่ทรงแก้ไขแล้วไปเผยแพร่ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนโดยทั่วไป เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ได้รับการเชิดชูเป็นอย่างสูงจากองค์การสหประชาชาติ ว่าเป็นปรัชญาที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานาประเทศ[5] และสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกยึดเป็นแนวทางสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน[6] โดยมีนักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์หลายคนเห็นด้วยกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง แต่ในขณะเดียวกัน บางสื่อได้มีการตั้งคำถามถึงการยกย่องขององค์การสหประชาชาติ รวมทั้งความน่าเชื่อถือของรายงานศึกษาและท่าทีขององค์การ

 เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเศรษฐกิจที่พอเพียงกับตัวเอง ทำให้อยู่ได้ ไม่ต้องเดือดร้อน มีสิ่งจำเป็นที่ทำได้โดยตัวเองไม่ต้องแข่งขันกับใคร และมีเหลือเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ไม่มี อันนำไปสู่การแลกเปลี่ยนในชุมชน และขยายไปจนสามารถที่จะเป็นสินค้าส่งออก เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเศรษฐกิจระบบเปิดที่เริ่มจากตนเองและความร่วมมือ วิธีการเช่นนี้จะดึงศักยภาพของ ประชากรออกมาสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว ซึ่งมีความผู้พันกับ “จิตวิญญาณ” คือ “คุณค่า” มากกว่า “มูลค่า”

  การผลิตจะต้องตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “บุคคล” กับ “ระบบ” การผลิตนั้นต้องยึดมั่นในเรื่องของ “คุณค่า” ให้มากกว่า “มูลค่า” ดังพระราชดำรัส ซึ่งได้นำเสนอมาก่อนหน้านี้ที่ว่า

          “…บารมีนั้น คือ ทำความดี เปรียบเทียบกับธนาคาร …ถ้าเราสะสมเงินให้มากเราก็สามารถที่จะใช้ดอกเบี้ย ใช้เงินที่เป็นดอกเบี้ย โดยไม่แตะต้องทุนแต่ถ้าเราใช้มากเกิดไป หรือเราไม่ระวัง เรากิน เข้าไปในทุน ทุนมันก็น้อยลง ๆ จนหมด …ไปเบิกเกินบัญชีเขาก็ต้องเอาเรื่อง ฟ้องเราให้ล้มละลาย เราอย่าไปเบิกเกินบารมีที่บ้านเมือง ที่ประเทศได้สร้างสมเอาไว้ตั้งแต่บรรพบุรุษของเราให้เกินไป เราต้องทำบ้าง หรือเพิ่มพูนให้ประเทศของเราปกติมีอนาคตที่มั่นคง บรรพบุรุษของเราแต่โบราณกาล ได้สร้างบ้านเมืองมาจนถึงเราแล้ว ในสมัยนี้ที่เรากำลังเสียขวัญ กลัว จะได้ไม่ต้องกลัว ถ้าเราไม่รักษาไว้…”



                                               กำเนิดอาเซียน                                                

อา เซียน หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations หรือ ASEAN) ก่อตั้งขึ้นโดยปฏิญญากรุงเทพ (The Bangkok Declaration) เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510 โดยสมาชิกผู้ก่อตั้งมี 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ซึ่งผู้แทนทั้ง  5 ประเทศ ประกอบด้วย นายอาดัม  มาลิก (รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย) ตุน อับดุล ราชัก บิน ฮุสเซน (รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกลาโหมและรัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติมาเลเซีย) นายนาซิโซ  รามอส (รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์)  นายเอส  ราชารัตนัม (รัฐมนตรีต่างประเทศสิงค์โปร์ และพันเอก (พิเศษ) ถนัด คอมันตร์ (รัฐมนตรีต่างประเทศไทย) ในเวลาต่อมาได้มีประเทศต่างๆ เข้าเป็นสมาชิกเพิ่มเติม ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม (เป็นสมาชิกเมื่อ 8 ม.ค. 2527) เวียดนาม (วันที่ 28 ก.ค. 2538)  ลาว พม่า (วันที่ 23 ก.ค. 2540) และ กัมพูชา (วันที่ 30 เม.ย. 2542) ตามลำดับ จากการรับกัมพูชาเข้าเป็นสมาชิก ทำให้อาเซียนมีสมาชิกครบ 10 ประเทศในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เกร็ดความรู้อาเซียน เรื่องที่ 1

ASEAN (อาเซียน) ย่อมาจาก Association of Southeast Asian Nations  หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ประกอบด้วย 10 ประเทศ คือ
           1. กัมพูชา
           2. ไทย
           3. บรูไนดารุสซาลาม
           4. พม่า
           5. ฟิลิปปินส์
           6. มาเลเซีย
           7. ลาว
           8. สิงคโปร์
           9. เวียดนาม
           10. อินโดนีเซีย

เกร็ดความรู้อาเซียน เรื่องที่ 2

เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของอาเซียน 
        1) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี      วิทยาศาสตร์ และการบริหาร
        2) เพื่อส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงส่วนภูมิภาค
        3) เพื่อเสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและพัฒนาการทางวัฒนธรรมในภูมิภาค
        4) เพื่อเสริมสร้างให้ประชาชนในอาเซียนมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดี
        5) เพื่อให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในรูปแบบของการฝึกอบรมและการวิจัยและส่งเสริมการศึกษาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
        6) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการเกษตรและอุตสาหกรรม  การขยายการค้า ตลอดจนปรับปรุงการขนส่งและการคมนาคม
        7) เพื่อส่งเสริมความร่วมมืออาเซียนกับประเทศภายนอก องค์การความร่วมมือแห่งภูมิภาคอื่นๆ และองค์การระหว่างประเทศ

วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2555

ผมชื่อ ด.ช. ศรัณวิชญ์ วิเวก
ชื่อเล่น เอิร์ธ
วันเกิด 25/03/1999
ชั้น ม. 2/1 โรงเรียน ถาวรานุกูล
ที่อยู่อาศัย 5 หมู่ 8  ต.เหมืองใหม่  อ. อัมพวา  จ. สมุทรสงคราม
วิชาที่ชอบ วิชาเเนะเเนว
กิจกรรมเวลาว่าง ฟังเพลง ตีกลอง  ดูการ์ตูน
การ์ตูนที่ชอบ  Soul Eater,One piece,Initial D,Naruto
ภาพยนต์ที่ชอบ Transformers,G I joe,Tron,Spy kids
วงดนตรีที่ชอบ  CCR,Scorpion,UFO,Eagles,Ronan keating
เเนวเพลงที่ชอบ Soft rock
อาชีพที่ใฝ่ฝัน ยังไม่ได้คิดจร้า
อาหารที่ชอบ กระเพราไข่ดาว ผัดซีอิ๊ว
สีที่ชอบ สีฟ้า สีเขียว
สัตว์ที่ชอบ สุนัข
เบอร์โทรศัพท์ 082-2940854
E-mail - Saranwit2560@hotmail.com